จบ ม.6 เรียนต่อจีน เลือกมหาวิทยาลัยยังไงให้เหมาะกับตัวเอง

ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีนสิ่งสำคัญที่น้อง ๆ นักเรียนและ ผู้ปกครองควรทราบ คือระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาของจีน เนื่องจากประเทศจีนมีการแบ่งระดับและประเภทของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน ตั้งแต่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกมหาวิทยาลัยของรัฐบาล มหาวิทยาลัยเอกชนไปจนถึงมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรนานาชาติ

การรู้ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้น้องๆ นักเรียนและผู้ปกครอง เลือกมหาวิทยาลัยและ หลักสูตรที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดทั้งในด้านคุณภาพการศึกษา ทุนการศึกษา ค่าใช้จ่าย และโอกาสในอนาคต

 

ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศจีน

การศึกษาระดับอุดมศึกษาของจีนแบ่งออกเป็น3 ระดับหลัก ๆ ได้แก่

ระดับปริญญาตรี(Bachelor’s Degree)

ใช้ระยะเวลาเรียนประมาณ4–6 ปี ขึ้นอยู่กับสาขาวิชา เช่น

●     สาขาทั่วไป เช่น บริหารธุรกิจ ภาษาเศรษฐศาสตร์ ใช้เวลาประมาณ 4 ปี

●     สาขาวิชาชีพ เช่น แพทยศาสตร์วิศวกรรมบางสาขา อาจใช้เวลา 5–6 ปี

นักเรียนไทยที่จบม.6 หรือเทียบเท่า สามารถสมัครเรียนได้ โดยต้องมีผลสอบภาษาจีน (HSK)สำหรับหลักสูตรภาษาจีน หรือผลสอบภาษาอังกฤษ (IELTS/TOEFL) สำหรับหลักสูตรภาษาอังกฤษ

ระดับปริญญาโท(Master’s Degree)

ใช้ระยะเวลาเรียนประมาณ2–3 ปี เน้นการเรียนเชิงลึกเฉพาะทาง และการทำวิจัยบางส่วนผู้สมัครต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้อง

ระดับปริญญาเอก(Doctoral Degree)

ใช้ระยะเวลาเรียนประมาณ3–5 ปี เน้นการทำวิจัยขั้นสูงและการผลิตผลงานวิชาการเป็นหลัก

ประเภทของมหาวิทยาลัยในประเทศจีน

ประเทศจีนมีมหาวิทยาลัยมากกว่า 3,000 แห่ง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้

มหาวิทยาลัยของรัฐบาลจีน(Public Universities)

เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมีคุณภาพการเรียนการสอนสูง และได้รับความนิยมจากนักศึกษาทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติโดยมีการแบ่งกลุ่มสำคัญ ได้แก่

●     Project 211 เป็นโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนกว่า 100แห่ง ให้มีคุณภาพด้านการเรียนและการวิจัยในระดับสูง

●     Project 985  เป็นโครงการที่คัดเลือกมหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศเพื่อผลักดันสู่ระดับโลก เช่น Tsinghua University, Peking University

●     Double First Class  เป็นโครงการล่าสุดของรัฐบาลจีนมุ่งพัฒนาทั้ง“มหาวิทยาลัย” และ “สาขาวิชา” ให้ติดอันดับโลก

เหมาะกับใคร

●     เด็กที่มีพื้นฐานการเรียนดี

●     มีพื้นฐานภาษาจีน (HSK 4–5 ขึ้นไป)

●     รับแรงกดดันทางการเรียนได้

●     ต้องการชื่อเสียงมหาวิทยาลัยไปต่อยอดการทำงานหรือเรียนต่อระดับสูง

ข้อควรรู้: มหาวิทยาลัย Topของจีน แข่งขันจะสูง และเรียนหนักมากกกกกก

มหาวิทยาลัยเอกชนในจีน(Private Universities)

มหาวิทยาลัยเอกชนในจีนมีประมาณ200–300 แห่ง ค่าเทอมมักสูงกว่ามหาวิทยาลัยรัฐแต่มีความยืดหยุ่นด้านการเรียนการสอนมากกว่า และบางแห่งเน้นสาขาเฉพาะทาง

เหมาะกับใคร

●     เด็กที่อยากเรียนแบบไม่แข่งขันสูง

●     ต้องการสภาพแวดล้อมการเรียนที่ผ่อนคลายกว่าไม่กดดันเกินไป

●     ต้องการสาขาเฉพาะทาง เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยว สื่อสารมวลชน

มหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรนานาชาติ(International Programs)

เป็นมหาวิทยาลัยรัฐบาลหรือเอกชนที่เปิดสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษมีหลักสูตรอินเตอร์มากกว่า 1,000 หลักสูตรทั่วประเทศ

 

เหมาะกับใคร

●     เด็กที่ยังไม่มีพื้นฐานภาษาจีน

●     ต้องการปรับตัวก่อนใช้ภาษาจีนจริง

●     มีคะแนน IELTS / TOEFL ตามเกณฑ์

How to เลือกมหาวิทยาลัยจีนอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง

1.    ดูจากภาษาที่ใช้เรียน

●     หลักสูตรจีนล้วน → ต้องมีพื้นฐานภาษาจีน /ต้องมี HSK

●     หลักสูตรภาษาอังกฤษ → ค่าเทอมสูงกว่า /ต้องมี IELTS / TOEFL

 

1.ดูจากงบประมาณ

พิจารณาจาก:

●     ค่าเทอม

●     ค่าหอพัก

●     ค่าครองชีพในเมืองนั้น ๆ

●     มีทุนการศึกษา/ไม่มีทุนการศึกษา


2.ดูจากเมืองที่ชอบ

●     สาย Business/Tech: เซี่ยงไฮ้ หรือ กวางโจว

●     สายภาษา/วัฒนธรรม: ปักกิ่ง หรือ ซีอาน

●     สายประหยัด/ธรรมชาติ: คุนหมิง หรือ เฉิงตู

 

3.ดูจากสาขาที่อยากเรียน

●     บริหาร / การค้า → เมืองเศรษฐกิจ

●     ภาษา / การศึกษา → เมืองที่ใช้จีนกลางชัด

●     เกษตร / วิศวะ → เมืองที่มหาลัยสายนี้เด่น

ข้อดีของการเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีน

●     มหาวิทยาลัยคุณภาพสูง ติดอันดับโลกหลายแห่ง

●     ค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพเข้าถึงได้

●     มีทุนการศึกษาหลากหลาย ทั้งทุนรัฐบาลจีน(CSC) , ทุนขงจื่อ (CIS) ทุนมหาวิทยาลัย และทุนเมืองหรือมณฑล

●     มีหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนต่างชาติ

●     ได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีนซึ่งเป็นทักษะสำคัญในตลาดแรงงาน

●     เพิ่มโอกาสทำงานกับบริษัทจีนหรือบริษัทนานาชาติ

คุณสมบัติของผู้สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยจีน

●     ปริญญาตรี : จบ ม.6 หรือเทียบเท่าอายุประมาณ 18–25 ปี

●     ปริญญาโท : จบปริญญาตรี อายุไม่เกิน 35 ปี(ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย)

●     ต้องมีผลสอบภาษาให้ตรงกับหลักสูตรที่สมัคร(HSK หรือ IELTS/TOEFL)

●     บางสาขาอาจต้องใช้คะแนน CSCA (CSCA คือการสอบวัดระดับความสามารถทางวิชาการที่ออกแบบมาสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่จะสมัครเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยจีน)

 

หากติดปัญหาเรื่องคุณสมบัติ เอกสารไม่ครบหรืออยากวางแผนเรียนต่อจีนให้เหมาะกับ ตัวเองมากที่สุด สามารถติดต่อทีมงาน LIFPของเราได้ตามลิงก์ด้านล่าง เพื่อขอคำปรึกษา

ก่อนตัดสินใจสมัครได้นะคะ~

 

เอกสารที่ควรเตรียมในการสมัครเรียนต่อจีน

●     พาสปอร์ต (Passport)

●     ใบจบการศึกษา/ใบรับรองคาดว่าจะจบ

●     ใบแสดงผลการเรียน (Transcript)

●     คะแนนภาษา: HSK (สำหรับหลักสูตรจีน) หรือIELTS ≥ 6.0 / TOEFL ≥ 80 (สำหรับหลักสูตรอินเตอร์)

●     จดหมายแนะนำ (Recommendation Letters): 2ฉบับ จากอาจารย์/ผู้เชี่ยวชาญ

●     แผนการเรียน/เรียงความ (Study Plan)

●     ใบตรวจสุขภาพ

●     ใบรับรองประวัติอาชญากรรม

●     รูปถ่าย: พื้นหลังสีขาว ขนาดวีซ่าจีน 33มม. x 48 มม. (กว้าง x สูง)

●     เอกสารสมัครทุน: (ถ้ามี)

 

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีน

วัฒนธรรมการเรียนในมหาวิทยาลัยจีน

การเรียนในมหาวิทยาลัยจีนให้ความสำคัญกับ วินัยความรับผิดชอบ และความ สม่ำเสมอของนักศึกษาค่อนข้างสูงนักศึกษาจะต้องเข้าเรียนตามตารางอย่างเคร่งครัด มีการเช็กชื่อในทุกวิชาและต้องส่งงานตรงตามเวลาที่กำหนด

ระเบียบของมหาวิทยาลัยจีน

มหาวิทยาลัยจีนมีกฎระเบียบค่อนข้างชัดเจนเช่น

●     การเข้าเรียนต้องมีเวลาเข้าเรียนครบตามที่กำหนด

●     การขาดเรียนเกินเกณฑ์อาจส่งผลต่อเกรดหรือสถานภาพนักศึกษา

●     หอพักนักศึกษามีเวลาเข้า–ออกและกฎด้านความปลอดภัย

●     นักศึกษาต่างชาติต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านวีซ่าอย่างเคร่งครัด

สิ่งที่แตกต่างจากการเรียนในประเทศไทย

●     ระบบการเรียนที่เคร่งครัดเรื่องเวลาและวินัย

●     การใช้ภาษาจีนในชีวิตประจำวันถึงแม้จะเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ

●     วัฒนธรรมการใช้ชีวิตในหอพักนักศึกษานอกจากเรื่องกฎระเบียบของหอพัก

ก็ยังมีในเรื่องของรูมเมทเพราะนักศึกษาส่วนใหญ่มักต้องพักอาศัยร่วมกับ รูมเมท ซึ่งอาจเป็นนักศึกษาจีนหรือนักศึกษาต่างชาติจากหลายประเทศทำให้ต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกันและเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรม

 





Culture Shock ที่นักเรียนไทยมักเจอเมื่อไปเรียนต่อจีน

-       การสูบบุหรี่และการถ่มน้ำลายในที่สาธารณะ

-       การแซงคิว

-       ห้องน้ำและสุขภัณฑ์

หนึ่งในเรื่องที่นักเรียนไทยพูดถึงมากที่สุดคือ ห้องน้ำในหอพักนักศึกษาจีน

●     ห้องน้ำส่วนใหญ่มักจะ ไม่มีสายฉีดชำระ

●     บางมหาวิทยาลัยยังใช้ ส้วมนั่งยอง โดยเฉพาะหอพักแบบเก่าหรือหอรวม

●     ห้องน้ำอาจเป็นแบบใช้ร่วมกับรูมเมทหรือทั้งชั้น

-       สภาพห้องพักในวันแรกที่เข้าพัก

อีกหนึ่งCulture Shock ที่พบบ่อยคือ สภาพห้องพักในวันแรก

●     ห้องพักส่วนใหญ่มักไม่ได้ทำความสะอาดให้ก่อนเข้าอยู่

●     บางห้องอาจมีฝุ่น หรือสภาพยังไม่เรียบร้อย

●     นักศึกษาต้องทำความสะอาดห้องเองทั้งหมดก่อนเข้าอยู่จริง

สิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติในมหาวิทยาลัยจีน?

 

 


#ทุนเรียนต่อจีน#เรียนต่อจีน LIFP รับปรึกษาขอทุนเรียนต่อประเทศจีน มอบทุนการศึกษาปรับภาษา 1 ปี และปริญญาตรี 4 ปี หรือ ปริญญาโท 2-3 ปี ไม่มีพื้นฐานภาษาจีนก็เรียนได้