ทำไมต้องเรียนต่อ ป.ตรีที่จีน ?
การเรียนต่อจีนกำลังเป็นทางเลือกใหม่ของนักเรียนไทย ที่ได้ทั้งคุณภาพการศึกษาและค่าใช้จ่ายไม่สูง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศจีน กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกยอดนิยมของนักเรียนไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ จบ ม.6 เด็ก GED หรือผู้ที่มองหาโอกาสเรียนต่อต่างประเทศในงบประมาณที่สามารถจับต้องได้และมีความคุ้มค่าคุณภาพการศึกษาที่พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนอยู่ในแนวหน้าระดับโลก ค่าครองชีพและค่าเล่าเรียนที่สมเหตุสมผลหรือถูกกว่าตะวันตก โอกาสในการพัฒนาทักษะภาษาจีนกลางซึ่งเป็นภาษาสำคัญในโลกธุรกิจ และโอกาสทางอาชีพในอนาคตที่กว้างขวาง โดยเฉพาะในบริษัทชั้นนำและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีการเติบโตสูงในจีนและที่เข้ามาลงทุนในไทย
เหตุผลสำคัญที่ควรเรียนต่อ ป.ตรี ที่ประเทศจีน
• คุณภาพการศึกษาและมหาวิทยาลัยชั้นนำ: จีนมีมหาวิทยาลัยระดับโลกมากมาย เช่น มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) และมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น (Fudan University) ซึ่งมีมาตรฐานการสอนที่สูงมาก
• ค่าใช้จ่ายคุ้มค่า: เมื่อเทียบกับประเทศในตะวันตกหรือแม้แต่หลักสูตรนานาชาติบางแห่งในไทย ค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพในจีนมีความเหมาะสมกว่า โดยเฉพาะเมืองที่ไม่ได้เป็นเมืองเศรษฐกิจหลัก
• โอกาสการทำงานและคอนเนคชั่น: จีนเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงานหรือทำงานในบริษัทข้ามชาติและบริษัทจีนชั้นนำ
• สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม: จีนมีความปลอดภัยสูง ทันสมัย และเป็นมิตรกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยที่มักได้รับความเอ็นดูเป็นพิเศษ
เรียนต่อจีนปริญญาตรี มีหลักสูตรอะไรบ้าง ?
ความจริงแล้ว มหาวิทยาลัยในประเทศจีนมี หลักสูตรปริญญาตรีหลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับนักเรียนต่างชาติ โดยเฉพาะนักเรียนไทย
หลักสูตรปริญญาตรี: ใช้ระยะเวลาเรียน 4-6 ปี ขึ้นอยู่กับแต่ละสาขาวิชา โดยเปิดสอนหลากหลายสาขาวิชาทั้งสายวิทย์ สายศิลป์ และสายวิชาชีพ นักศึกษาที่จบ ม.6 จากไทยสามารถสมัครได้ หากมีผลสอบภาษาจีน HSK หรือ ภาษาอังกฤษ (IELTS/TOEFL)
หลักสูตรปริญญาตรี ภาคอินเตอร์: เป็นหลักสูตรสำหรับน้องๆที่อยากเรียนต่อที่จีนในหลักสูตรปริญญา แต่มีพื้นฐานภาษาจีนน้อยหรือไม่มี แต่สามารถได้ภาษาจีนเพิ่มเติมเป็นภาษาที่ 3 ซึ่งจะมีเรียนในหลักสูตร การเรียนการสอนจะเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งไม่กำหนดเงื่อนไขในการยื่น HSK หรือกำหนดในเงื่อนไขที่ง่ายกว่าแบบแรก แต่จำเป็นต้องยื่นผลทดสอบภาษาอังกฤษ TOEFL หรือ IELTs เพิ่มเติมในการสมัคร
• หลักสูตร 1+4 (เรียนภาษาจีน + ปริญญาตรี): หลักสูตร 1+4 คือรูปแบบการเรียนต่อระดับปริญญาตรีในประเทศจีนที่รวมระยะเวลาทั้งหมด 5 ปี โดยแบ่งเป็น การเรียนปรับพื้นฐานภาษาจีน 1 ปีแรก และเรียนต่อระดับปริญญาตรีอีก 4 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานภาษาจีนหรือไม่ผ่านเกณฑ์ HSK สามารถสมัครได้โดยไม่ต้องใช้ผลคะแนน HSK ในปีแรก
• ปีที่ 1: ปรับพื้นฐานภาษาจีนอย่างเข้มข้น เพื่อเตรียมสอบ HSK (มักกำหนดที่ HSK 4-5) เพื่อใช้เข้าหลักสูตรปริญญาตรี
• ปีที่ 2-5: ศึกษาระดับปริญญาตรีตามสาขาวิชาที่เลือกเป็นเวลา 4 ปี
• จุดเด่น: ไม่ต้องมีพื้นฐานภาษาจีนมาก่อนก็สมัครได้ ได้เวลาปรับตัวกับวัฒนธรรมจีน และมักมีทุนการศึกษาที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในช่วงปรับภาษา
จบ ม.6 เรียนต่อจีน เตรียมตัวอย่างไร? ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง?
รวมคุณสมบัติ และขั้นตอนที่นักเรียนไทยต้องรู้
สำหรับนักเรียนที่ จบ ม.6 แล้วกำลังมองหาทางเลือกเรียนต่อประเทศจีน เป็นหนึ่งในประเทศ ยอดนิยม เพราะ ค่าใช้จ่ายไม่สูง มีทุนการศึกษา และขั้นตอนในการสมัครไม่ซับซ้อน
ควรเตรียมตัวอย่างไรดี แก้
น้องๆที่จบม.6 แล้วอยากเรียนต่อประเทศจีนควรสอบ HSK ให้ได้ระดับ 4 ถึง 5 ขึ้นไปจะดีที่สุด และจะต้องสอบข้อสอบ CSCA (China Scholastic Competency Assessment) หรือก็คือ ข้อสอบวัดความพร้อมทางวิชาการ สำหรับนักเรียนต่างชาติที่อยากเรียนปริญญาตรีในประเทศจีน
สำหรับน้องๆที่ยังไม่มีพื้นฐานภาษาจีนควรสมัครเรียนปรับภาษา 1 ปีก่อน แล้วค่อยต่อปริญญาตรีอีก 4 ปี นอกจากนี้ต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม ได้แก่ ใบจบ ม.6 แปลภาษาจีน/อังกฤษ ผลตรวจสุขภาพ พาสปอร์ต และหาข้อมูลทุนการศึกษา
คุณสมบัติพื้นฐานในการสมัครเรียนต่อจีน (ระดับปริญญาตรี)
1. วุฒิการศึกษา
• จบ ม.6 หรือเทียบเท่า
• มีใบจบ หรือใบรับรองการศึกษา (ถ้ายังไม่จบสามารถใช้ใบคาดว่าจะจบได้)
2. อายุ
• ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 18–25 ปี
• บางโครงการสามารถรับอายุได้มากกว่านี้
3. เกรดเฉลี่ย (GPA)
• ใช้ GPA ตั้งแต่ 2.50 ขึ้นไป
• บางมหาวิทยาลัยไม่เน้น GPA สูง
• GPA ต่ำยังมีโอกาส หากเลือกหลักสูตรเหมาะสม
4. สุขภาพ
• สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคต้องห้าม เช่น (ไวรัสตับอักเสบB ไวรัสตับอักเสบC เอดส์ โรคซิฟิลิส)
• ผ่านการตรวจสุขภาพตามแบบฟอร์มของจีน

เปิดงบประมาณ เรียนต่อประเทศจีน ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?
การวางแผนงบประมาณก่อนเรียนต่อจีนเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะทั้ง ค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายรายเดือน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะส่งผลต่อการตัดสินใจของนักเรียนและผู้ปกครอง
บทความนี้จะสรุปงบประมาณตั้งแต่ ค่าเทอม ค่าครองชีพ ค่าดำเนินการของเอเจนซี่ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ค่าใช้จ่ายรายปี (สำหรับปริญญาตรี)
1. ค่าเล่าเรียน (Tuition Fees) ค่าเล่าเรียนในจีนขึ้นอยู่กับสาขาและมหาวิทยาลัย แต่โดยรวมแล้วถือว่า ไม่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในยุโรป
ค่าเทอมต่อปี
ประเภทสาขา และค่าเล่าเรียนต่อปี (RMB)
สาขาทั่วไป (ศิลป์/บริหาร/ภาษาจีน) 15,000 – 30,000
สาขาวิทย์ / วิศวกรรม20,000 – 35,000
แพทย์ / MBBS30,000 – 50,000
หลักสูตรนานาชาติบางแห่งอาจสูงกว่า 40,000
ค่าเล่าเรียนโดยเฉลี่ยในจีนอยู่ประมาณ 20,000 – 50,000 หยวนต่อปี (ประมาณ 90,000 – 250,000 บาทปี)ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและสาขาเรียน
2. ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายรายเดือน ค่าครองชีพในจีนค่อนข้างปรับได้ตามเมืองที่เลือกเรียนในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือกว่างโจว จะสูงกว่าเมืองรองอย่าง เฉิงตู ซีอาน หรืออู่ฮั่น
ค่าใช้จ่ายรายเดือน (ประมาณ)
รายการ และค่าใช้จ่าย/เดือน (RMB)
อาหาร/อาหารกลางวัน1,000 – 1,500
เดินทาง100 – 300
VPN/Internet200 – 400
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว500 – 1,000
ค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับนักศึกษาประมาณ 4,000 – 6,500 RMB ต่อเดือน (ประมาณ 20,000 – 32,000 บาท/เดือน) ขึ้นอยู่กับเมืองและไลฟ์สไตล์
3. ค่าใช้จ่ายที่พัก (Accommodation)
หอพักในมหาวิทยาลัย: 800–2,000 RMB /เดือน
อพาร์ตเมนต์เช่าเอง: 2,500–6,000 RMB /เดือน (ในเมืองใหญ่)
4. ค่าดำเนินการโครงการของเอเจนซี่
ค่าดำเนินการโครงการของบริษัท Lifp Thailand เริ่มต้นที่ 75,XXX – 15X,XXX บาท
5. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ตั๋วเครื่องบินไป–กลับ: 8,000–20,000 บาท /เที่ยว (ขึ้นกับช่วงเวลาและสายการบิน) ประกันสุขภาพนักเรียน: 2,000–4,000 บาท /ปี
หนังสือ/อุปกรณ์เรียน: 3,000–8,000 บาท /ปี
ค่าทำวีซ่านักเรียน และตรวจสุขภาพตามกำหนด กิจกรรม/ท่องเที่ยว/ส่วนตัว (เพิ่มตามไลฟ์สไตล์)

เรียนต่อจีน มหาลัยไหนดี? 5 มหาวิทยาลัยยอดนิยมสำหรับนักเรียนไทย
การเลือกมหาวิทยาลัยสำหรับ เรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศจีน เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญ เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยมีจุดเด่นทั้งด้านคุณภาพการศึกษา สาขาที่เปิดสอน และโอกาสในการรับทุนหรือการทำงานหลังเรียนจบ และนี้คือ 5 มหาวิทยาลัยยอดนิยมที่นักเรียนไทยนิยมสมัครเรียน ซึ่งมีทั้งความโดดเด่นด้านอันดับสากลและความเป็นสากลสำหรับนักศึกษาต่างชาติ
1) Tsinghua University 清华大学
เมือง: ปักกิ่ง เรียกได้ว่าเป็น มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของจีนและติดอันดับโลก ในหลายการจัดอันดับระดับสากล
• มีชื่อเสียงด้าน วิศวกรรม วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี
• มีโปรแกรมภาษาอังกฤษและทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ
• เหมาะกับผู้ที่ตั้งใจเรียนสาขาที่ต้องการแข่งขันสูง และอยากได้วุฒิระดับสูง
เหตุผลที่ควรเลือก:
• ได้ทั้งคุณภาพการศึกษาและชื่อเสียงระดับโลก
• มีสภาพแวดล้อมนักศึกษานานาชาติสูง
2) Peking University 北京大学
เมือง: ปักกิ่ง มหาวิทยาลัยเก่าแก่ระดับพรีเมียมของจีน
• เด่นด้าน สังคมศาสตร์ กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ
• มีโปรแกรมเรียนภาษาอังกฤษและภาษาจีนให้เลือก
• เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเรียนรู้วัฒนธรรมจีนควบคู่กับหลักสูตรวิชาการ
เหตุผลที่ควรเลือก:
• เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน
• มีทุนและโอกาสวิจัยสำหรับนักศึกษาต่างชาติ
3) Fudan University 复旦大学
เมือง: เซี่ยงไฮ้ หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนที่มีบรรยากาศสากล
• สาขาเด่น: บริหารธุรกิจ สาธารณสุข การเมืองระหว่างประเทศ
• มีโปรแกรมสอนเป็นภาษาอังกฤษจำนวนมาก
• สภาพแวดล้อมเหมาะกับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการประสบการณ์หลากหลาย
เหตุผลที่ควรเลือก:
• อยู่ในเมืองใหญ่ระดับโลกอย่างเซี่ยงไฮ้
• โอกาสฝึกงานและทำงานในองค์กรนานาชาติสูง
4) Zhejiang University 浙江大学
เมือง: หางโจว หนึ่งในมหาวิทยาลัยใหญ่ที่สุดของจีน ทั้งด้านการวิจัยและการพัฒนา
• สาขาเด่น: วิศวกรรม วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ สังคมศาสตร์
• มีโปรแกรมภาษาอังกฤษและภาษาจีนให้เลือก
• เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยี
เหตุผลที่ควรเลือก:
• สภาพแวดล้อมนักศึกษานานาชาติและทุนการศึกษามีเพียบ
• ติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนและเอเชีย
5) Shanghai Jiao Tong University 上海交通大学
เมือง: เซี่ยงไฮ้ หนึ่งในมหาวิทยาลัยวิจัยที่มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
• สาขาที่โดดเด่น: วิศวกรรม วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และธุรกิจ
• มีโปรแกรมนานาชาติและร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ
• ต้อนรับนักศึกษาต่างชาติจำนวนมาก
เหตุผลที่ควรเลือก:
• โอกาสฝึกงานและทำงานร่วมกับบริษัทใหญ่ในเมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจีน
• ชื่อเสียงด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
FAQ คำถามที่พบบ่อย
Q: ต้องมีคะแนนภาษาจีน (HSK) หรือไม่?
A: ถ้าเรียนหลักสูตรที่สอนเป็นภาษาจีน จะต้องมีผลสอบ HSK ตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดส่วน หลักสูตรปริญญาตรีที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องมี HSK แต่ต้องมีผลภาษาอังกฤษ เช่น IELTS/TOEFL
Q: ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่?
A: ค่าเทอมเฉลี่ยที่ประมาณ 15,000 – 50,000 หยวนต่อปี (ประมาณ 75,000 – 250,000 บาท) ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและสาขา
ค่าครองชีพแตกต่างกันไปในแต่ละเมืองขึ้นอยู่กับเมืองที่เราอาศัยด้วย (เมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ค่าใช้จ่ายสูงกว่า)
Q: ชีวิตนักเรียนไทยในจีนเป็นอย่างไรบ้าง?
A: ชีวิตนักเรียนไทยในจีนมีความหลากหลาย น้องๆจะได้เรียนรู้การปรับตัว การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิตในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะปรับตัวได้และสนุกกับการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมใหม่ๆ การเข้าร่วมชมรมหรือกิจกรรมนักศึกษาก็ช่วยให้ปรับตัวได้ง่ายขึ้น
บทความนี้รวบรวมข้อมูลสำคัญสำหรับนักเรียนไทยที่ต้องการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในประเทศจีน โดยนำเสนอทั้งจุดเด่นด้านคุณภาพการศึกษาระดับโลกและค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับฝั่งตะวันตก เนื้อหาครอบคลุมรูปแบบการเรียนที่หลากหลาย ทั้งหลักสูตรภาษาจีน ภาคอินเตอร์ และโปรแกรมปรับพื้นฐานภาษาสำหรับผู้ที่ไม่มีทักษะเบื้องต้น นอกจากนี้ยังระบุรายละเอียดเรื่องเกณฑ์การรับสมัคร งบประมาณค่าครองชีพ รวมถึงการเตรียมตัวสอบวัดระดับทางภาษาและวิชาการที่จำเป็น ข้อมูลดังกล่าวยังแนะนำ 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำในเมืองเศรษฐกิจอย่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจ
ทุนเรียนต่อจีน ป.ตรี LIFP 2026-ทุนเรียนต่อจีนระดับปริญญาตรี 1 + 4 ทุนเรียนต่อจีนปี 2569- ไม่มี HSK ก็สมัครได้





